ช่วง1 ปีที่ผ่านมา กลับมาแล้วจ้าาาาาา (มันก็จะยาวๆหน่อยน่ะ )

Diary / ช่วง1 ปีที่ผ่านมา กลับมาแล้วจ้าาาาาา (มันก็จะยาวๆหน่อยน่ะ )

สวัสดี พ.ศ.2561 หลังจากห่างหายไปประมาณ 1 ปี ได้มั้งไม่สิ!!! ปีนึงเต็มๆฮ่าๆๆ ฉบับล่าสุดนี่น่าจะเป็นปีที่แล้ว หลังจากตอนนั้นที่เขียนก็มีบ่นเรื่องงานบ้างจนตอนนี้ลาออกจากงานบริษัทเอกชนแล้วจ้า มาสอบงานราชการแทนได้บรรจุแล้วจ้า                                  (แอบเก่งเหมือนกันน่ะเราฮ่าๆชมตัวเอง) ตอนนี้ทำงานมาได้ 6 เดือนล่ะ 

ขอย้อนกลับไปเล้าเรื่องงานเก่านิดนึงละกัน....หลังจากผ่านมมรสุมเรื่องงานมาจากที่โดนลูกค้าไล่ออกจากร้าน ไม่สิไล่ออกจากจังหวัดเลยทีเดียวแต่พอบอกหัวหน้าก็กลับซ้ำเติมโดยที่ทุกคนรู้อยู่ล้วความจริงคืออะไรเราทำงานได้ขนาดไหนแต่เค้ากลับเข้าข้างเซลล์และเข้าข้างลูกกค้าและมองว่าเราภาพลักษณ์ไม่ดีแต่ไม่เ้นไรเรารู้ตัวเองและคิดตอนนั้นว่างั้นก็คงต้องแลกกับใบลาออกแล้ะเค้าต้องเสียใจที่ทำกับเราแบบนี้ซึีงพอเรื่องลาออกรู้ถึงหูผู้จัดการและรองผู้จัดการ โดยที่ทุกคนพยายามถามว่าทำไมเราลาออกเราก็ได้แต่ตอบอ้อมๆว่าไปเรียนต่อทั้งตัวเซลล์ในเขตเองก้พยายยามถามเรา(ตอนทำงานวิชาการเราดูแลเซลล์5เขต) สุดท้ายเราก็ไม่ได้บอกเหตุผลที่แแท้จิงกับไคนอกจากเพื่อนๆที่สนิทที่ทำที่เดียวกันและพี่ที่สนิทบางคน จนวันจะออกทริปที่เราต้องทำงานอีก1 เดือน ผู้จัดการโทรมาถามเราเองว่าทำไมเดิกอะไรขึน เราก็เล่าให้ฟัง ปล.ขอไม่ลงรายละเอียดเรื่องยาว สิ่งที่ผุ้จัดการพูดกับเราคือ คุณขยันทำงานน่ะ คุณเข้าฟาร์มเยอะทำงานดี เงินเดือนผมก็ขึ้นให้คุณเยอะที่สุด เราก็บอกนุวต้องขอบคุณที่ให้โอกาสนุวทราบทุกอย่างว่าพี่ดีกับนุวผู้จัดการก็พูดต่อว่ากลับไปคิดดูน่ะแล้วโทรมาบอกรองฯเพราะผมไม่อยากได้ยินคำปฏิเสธ และผุ้จัดการทิ้งท้ายไว้ว่า ยังไงผมเชื่อว่าคนแบบคุณไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็เจริญก้าวน้าน่ะ สุดท้ายเราก็โทรกลับไปบอกว่าเราตัดสินใจแล้ว เราลาออก ความรู้สึกตอนนั้นคือ ร้องไห้เกือบทุกวันเพราะยังไม่มีงานใหม่เสียใจที่ต้องออกเพราะเราโอเคกับงานนี้มีทั้งเพื่อนที่มาทำงานด้วยกันพี่ที่น่ารัก แต่เราก้อดทนไม่พอไปต่อไม่ไหวเลยลาออก กลับมาอยู่บ้านที่ใต้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

หลังจากกลับมาอยู่บ้านก็มาช่วยทำสวนอยู่บ้านเป็นช่วงเก็บผลผลิตพอดีแต่โชคยังดีอยู่ที่ตอนนั้นมีเปิดรับสมัครสอบงานราชการของสำนักนึงเราก็มาสอบจนเราสอบได้แล้วผ่านไปถึงสอบสัมภาษณ์แแต่เราไม่เคยสัมภาษณ์งานราชการก็ตอบผิดบ้างถูกบ้างปนๆกันไปแต่ใจตอนนั้นคิดว่าคงไม่ติดแน่รอบนี้เพราะคนมาสัมภาษณ์ 300กว่าคนรับ13 คนแต่ถึงรู้ว่าจะรับมากกว่า 13 แน่ แต่ก็ไม่มั่นใจอยู่ดี แต่ก็ไปบนกับวัดเจดีย์(ไอ้ไข่) แล้วเป็นไงล่ะ!!! ก็ได้แก้บนน่ะสิครัชฮ่าๆๆๆดีใจในที่สุดเราก็สอบติดคือวันที่ประกาศผลบอกเลยคิดว่าตาฝาดติดคนสุดท้ายพอดี อิอิ ดีใจมาก เรื่องงานผ่านไปแต่ระหว่างนั้นก้มีเรื่องอื่นเกิดขึ้นอีกมากมาย

ช่วงที่สอบสัมภาษณ์เสดจะเว้นระยะห่างประมาณ 2 เดือนได้ 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ยายเราเข้าโรงพยาบาลด้วยอายุแกเยอะมากแล้ว 94 ปี วันที่ไปโรงพยาบาล ตแนนั้นยังจองหองพิเศษไม่ได้เนื่องจากยังเต็มอยู่เลยอยู่ห้องรวมแ้ลวอีกวันถึงจะได้ห้องพิเศษซึ่งตอนนี้ที่ย้ายไปห้องพิเศษเรามองพยายาลที่เข็นเตียงยายไปในใจคือรู้ทันทีว่าคงไม่พ้นครั้งนี้สิน่ะรู้สึกไม่ดีแต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกับไค ปล.อย่างที่บอกเรามีลางสังหรณ์ชอบเห็นภาพล่วงหน้าแต่ไม่ได้มีสัมผัสน่ะ แล้วพี่ชายเราที่เป้นลูกพี่ลูกน้องซึ่งเป็นคนมีสัมผัสก็พูดกับเราเราเลยบอกว่าใชเราก็ก้อคิดว่างั้น แล้วหลังจากเข้าห้องพิเศษยายเราก็อาการไม่ดีจนต้องย้ายเข้าไอซียูแล้วก็สลับย้ายเข้าย้ายออกไอซียูแบบนี้อยู่เป็น5รอบ เรา พี่ๆเรา แม่เรา ป้าเรา ผลัดกันมาเฝ้าทุกวันแม้กระทั่งตอนอยุไอซียุต้องเยี่ยมตามเวลาเราก็มาตลอดเช้าเที่ยงเย็น คือยายเราไม่ได้เป็นโรคอะไรแต่แก่แล้วอายุมากอวัยวะต่างๆก็เสื่อมตอนอยุ่ไอซียูแกก็ยังพูดได้อยู่คุยรู้เรื่องทุกอย่างจนเวลาล่วงไปเกือบเดือนเราก็ไปเฝ้าไปเยี่ยมตลอด แล้วจนวันที่เราขึ้นมาสัมภาษงานที่สอบได้สัมภาษณ์เสดที่บ้านโทรมาบอกว่า ยายอาการไม่ดี เรากับพี่เราขับรถกลับจากกรุงเทพคือรีบมาก 150 กม/ชม. คือเรวมากรีบมากกัวว่าจะไม่ทันอะไรๆสุดท้ายย้ายมาถึงยายก็ใส่ท่อช่วยหายใจและเข้าไอซียูอีกรอบ รอบนี้แทบจะไม่รู้สึกตัวแล้วพอมาถึงไอซียูก็อยุ่เป็นสัปดาห์ซึ่งนานเกินกำหนดที่จะใส่ท่อช่วยหายใจเพราะถ้านานกว่านี้ต้องเจาะคอซึ่งที่บ้านลงความเห็นว่าเจาะสุดท้ายก็เจาะระหว่างนั้นเราก็มาเยี่ยมตลอดเรามาบอกยายว่าไม่ต้องห่วงนุวน่ะนุวสอบทำงานได้แล้วเพราะก่อนไปสอบข้อเขียนเราบอกแกว่าไปสอบอวยพรให้หน่อยตอนนั้นแกยังไม่เข้าโรงพยาบาล เราน้ำตาคลอตลอดที่มองหน้าแกในไอซียู หลังจากเจาะคอได้ไม่กี่วันยายก็หัวใจหยุดเต้นแต่น้าเราที่เป้นพยาบาลอยู่ที่นั้นให้ปั๊มหัวใจสุดท้ายคือปั๊มหัวใจแแล้วใช้ยากระตุ้นหัวใจช่วย แต่ป้าเราบอกว่าพอเถอะแกเหนื่อยมาเยอะแล้ว เราร้องไห้ตลอดช่วงนั้น ป้าเราตัดสินใจบอกกหมอว่าให้หยุดให้ยาทุกอย่างอะไรจะเกิดก็ต้องเกิดยายเราให้เวลาทำใจกับพวกเรามานานพอแล้วหลังจากเที่ยงคืนวันนั้นหมอหยุดให้ยาตอนเช้าเรามาเยี่ยมเราคุยกับป้าว่าหน้าจอชีพจรดีออกซิเจนดีเนอะแต่แล้วเราก็ฝืนธรรมชาติไม่ได้เย็นวันนั้นยายเราจากไปตอนห้าโมงเย็น จิงๆเรารู้อยู่แล้วว่ายายจะเสียเพราะหลังวันที่เราไปสอบสัมภาษณ์กลับมาทางสำนักจะแจ้งวันประกาศผลว่าไคได้บรรจุบ้างหลังจากเราเห็นวันที่ ภาพในหัวที่แพว้บเข้ามาคือเราสอบได้แต่ยายเราเสียคือนเราจะรู้ว่าสอบได้โดยที่มีงานศพยายเรา(อันนี้ความเชื่อแล้วเเต่คนน่ะ อิอิ) เราก็เล่าให้พี่สาวฟังตั้งแต่ประกาศผลว่าได้บรรจุว่าจะะมีงานน่ะ พอหลังจากนั้นไม่กี่วันก็มีงานศพยายเราจิงพี่เราบอกรู้ได้ไงเราเลยบอกว่าเราแค่เห็นภาพอะไรที่เกี่ยวกับตัวเรากับคนรอบข้าง หลังจากงานศพชีวิตก็ต้องเดินต่อไป

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเราเสียใจมากขนาดนี้ต้องบอกก่อนว่าเราเป็นลูกคนเล็กเป็นน้องเล้กสุดของตระกูลหลานยายทั้ง 9 คน เราอยู่กับยายตลอดเพราะยายอยุ่บ้านป้าเราบ้านเรากับบ้านป้าอยู่บริเวณเดียวกันเราอยู่ตั้งแต่ยายเดินเองได้ ต้องถือไม้เท้า ต้องนั่งรถ เข็น จนยายต้องนอนติดที่คือแค่ลุกได้อย่างเดียว ยายยเราใส่แพมพิร์ส เราเปลี่ยนแพมเพิร์สยายเองได้ เวลาแม่กับป้าไปทุระก็ไม่ต้องห่วงซึ่งปกติเราก็ช่วยทำอยู่แล้วเราป้อนข้าวยาย จนยายให้อาหารเหลวเราก็ยังช่วยป้าทำเหมือนเดิม เราทำได้ทุกอย่าง (ภาษาบ้านๆคือเช็ดขี้เช็ดเยี่ยมนั้นแหหละ) เราผูกพันธ์มากเราเคยขอยายว่าอย่ารีบเป้นไรน่ะรอเรารับปริญญาก่อนจำได้ว่าพอได้ชุดครุยรีบเอากลับไปใต้เพื่อถ่ายรูปกกับยายจนเราทำงานบริษัทจนเราสอบทำงานราชการได้ยายก็รับรู็แต่เสียดายที่ไมได้อยุ่ถ่ายรูปชุดขาวด้วยกันแต่ไม่เป็นไรยายเราได้พักแล้วมันคงถึงเวลาแล้วจิงๆ ยายเป้นคนที่ใจดีที่สุดในโลกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกและน่ารักกับหลานๆทุกคน จนตอนนี้เราก็เคยชินทุกครั้งว่ายายยังอยู่เพราะพอกลับบ้านช่วงเทศกาลก็จะต้องรีบวิ่งไปบอกว่ามาแล้วน่ะ

ตอนนี้ทำได้แค่คิดถึงสุดหัวใจ

ไดร์ตอนนี้อาจจะยาวไปหน่อยเหมือนสรุปทั้งหมดจากรอบปีที่่านมาฮ่าๆ ไคเข้ามาอ่านหวังว่าคงไม่เบื่อจนปิดไปก่อนน่ะ อิอิ จะะพยายามมาเขียนให้บ่อยขึ้นละไม่เขียนยมันจะยาวไปฮ่าๆๆ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันน่ะค่่าาาาาาาา

ปล.พูดคุยคอมเม้นกันได้น่ะ