5 อย่างที่จะเกิดขึ้นเมื่อมี 3 ยักษ์ใหญ่ E-commerce ในไทย (LAZADA, SHOPEE, JD Central)

5 อย่างที่จะเกิดขึ้นเมื่อมี 3 ยักษ์ใหญ่ E-commerce ในไทย (LAZADA, SHOPEE, JD Central)

Diary / 5 อย่างที่จะเกิดขึ้นเมื่อมี 3 ยักษ์ใหญ่ E-commerce ในไทย (LAZADA, SHOPEE, JD Central)

มาถึงปัจจุบัน ใครยังไม่เคยรู้จัก E-commerce หรือ Online Shopping ก็คงไม่มี แต่อาจมีคนที่รู้จักแต่ยังไม่เคยลอง วันนี้ ประเทศไทยกลายเป็นผู้นำในด้านการตลาดออนไลน์ ที่มีต่างชาติเข้ามาลงทุนแข่งขันเปิดกิจการที่เรียกว่า E-marketplace กันแบบกระหน่ำ ซึ่งเราได้เห็นกันไปแล้วสำหรับผู้ที่เข้ามาและจากไปอย่าง 11Street แต่ ผู้ที่ยังคงแข็งแกร่งอยู่ในตลาดนี้ได้ ก็คือ LAZADA ที่ตามมาก็คือ Shopee และ JD Central

สำหรับ 2 ร้านค้าสุดท้ายที่มาทีหลัง Shopee นั้น เปิดตัวในครั้งแรกเมื่อหลายปีก่อนในฐานะ "Application Only" หรือเปิดให้ลูกค้าซื้อสินค้าผ่าน application เท่านั้น ซึ่งในภายหลังเริ่มที่จะถอยหรือขยายออกมาเป็น Desktop ด้วย และตามกันมาก็คือ JD Central ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง JD จากประเทศจีน และ Central ประเทศไทย ซึ่งก็คาดว่าจะเล่นใหญ่ในอนาคตเช่นเดียวกัน

แต่เคยคิดกันไหมว่า "เรา" ในฐานะผู้บริโภค การที่มี E-commerce Giant ยักษ์ใหญ่ อยู่ในบ้านเราถึง 3 เจ้า เราจะได้ประโยชน์อะไรจากมัน? นอกเหนือจากความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าแล้ว ยังมีอะไรอีกนะ?

1. คนซื้อได้เปรียบมากขึ้น มีตัวเลือกเยอะกว่าเดิม

ก่อนหน้านี้เรามี เจ้าเดียวในไทยนั่นก็คือ LAZADA และเค้าครองตลาดมานานหลายปี ซึ่งปัจจุบัน คาดว่ามีส่วนแบ่งการตลาดมากเกิน 65% ซึ่งเป็นส่วนที่ใหญ่มากเลยทีเดียว ในครั้งที่ ลาซาด้ายังเป็นผู้เล่นคนเดียวอยู่นั้น ผู้บริโภค ไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่า ของที่ตัวเองซื้อผ่าน ลาซาด้านั้นถูกหรือแพง? เพราะ เค้าครองตลาด E-commerce ทั้งหมด แต่ในเมื่อ มันมีถึง 3 เจ้าใหญ่แล้ว ทีนี้หล่ะ ใครจะขึ้นราคาเราจะรู้ทันที ใครขายแพง เราจะหันควับทันที ทำให้เป็นข้อดี ที่มีตัวเลือกเยอะขึ้นสำหรับการช้อปออนไลน์

2. ได้สินค้าราคาประหยัดขึ้น 3 ยักษ์ แข่งกันลดราคา

จะว่าไป สิ่งที่เป็นปัจจัย ให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าอันดับต้นๆ ก็คือเรื่องของ "ราคา" และ เมื่อก่อนนี้ เราอาจซื้อของจากที่เดียว นั่นก็คือ ลาซาด้า แต่ตอนนี้เรามี ถึง 3 ร้านค้าที่ซื้อได้ ดังนั้น การเลือกซื้อในราคาที่ถูกที่สุดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ยาก และ ผู้บริโภค ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมแค่รอร้านพวกนี้ จัด แคมเปญ SALE ก็เท่านั้น!  เราจะเห็นได้ว่า ระยะหลังๆ เราจะได้เห็น โค้ดส่วนลด LAZADA, คูปอง Shopee, และ คูปอง JD Central ร่อนเต็มทั่วเน็ตไปทั้งหมด อันนี้ก็เป็นหนึ่งในแผนการตลาดออนไลน์ ของทั้งสามเจ้าที่ไม่มีใครยอมใคร เพื่อให้ผู้บริโภค ได้สินค้าราคาถูกที่สุด และให้ตัวเองได้รับส่วนแบ่งการตลาดที่มากที่สุดนั่นเอง

3. ร้านค้าขนาดย่อม เริ่มได้ประโยชน์หลังจากถูกบีบมานาน

ก่อนหน้านี้ หากใครจะขายสินค้าออนไลน์ ถ้าไม่ไป Tarad.com ก็มาที่ LAZADA นั่นแหละ สำหรับ Tarad.com เค้าก็เป็นการเปิดหน้าร้านให้เช่า แต่สำหรับ LAZADA เค้าเปิดให้คนมาขายผ่านเค้า และเค้าก็ตัดค่าคอมส่วนของเค้าไป เมื่อไหร่ก็ตามที่ ทางลาซาด้าจะจัดแคมเปญ เมื่อนั้น ร้านค้าก็ต้องยอมลด Margin ตามไปด้วย มีการเก็บค่า Stock สินค้า ค่าจุกจิก อีกหลายประการ แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า Shopee ก็เปิดอุ้มร้านค้า เข้ามาจำหน่ายสินค้ากันแบบชิลๆ และข่าวล่าสุดก็คือ ทาง Lazada ไม่เก็บค่า % จากการขายสินค้าของร้านค้าเลยทีเดียว ดังนั้น ร้านค้าขนาดย่อม ได้ประโยชน์มากขึ้นเห็นๆ

4. รถติดมากขึ้น

ยุค 4.0 นี้ เราเห็น ความเปลี่ยนแปลงในการ Shopping ของคนไทยกันแบบเรียกได้ว่า หน้ามือ เป็นหลังเท้าเลยทีเดียว คือก่อนหน้านี้ เราจะต้องศึกษาหาความรู้ในเน็ต และขับรถไปซื้อของที่เราอยากได้มากๆ แต่ในปัจจุบัน คือสั่งเลยผ่านออนไลน์ และ รอให้บริษัทขนส่ง มาส่งของที่บ้าน บางที วันเดียวได้เลย บางที 2-3 วันได้ ซึ่ง ทำให้การจราจรในเมืองนั้นหนาแน่นมากขึ้น! มันคือการเปลี่ยนจากคนที่อยู่บ้าน ขับรถไปซื้อของ แต่กลายเป็น รถส่งของจาก DC (Distribution Center) ขับมาหาที่บ้านลูกค้าแทน และแต่ละบริษัท มีทั้งรถมอเตอร์ไซด์ รถยนต์ ฯลฯ ซึ่งใครลองนั่งอยู่หมู่บ้านตัวเอง มองไปหน้าบ้านเงียบๆซักวัน จะเห็นได้ว่า รถส่งของพวกนี้ วิ่งกันให้ควั่กทั้งวันเลยทีเดียว

5. เหตุการณ์ ตุนเงินไว้ ทุ่มซื้อของ

ใครสังเกตเห็นบ้างว่า เค้าจะมีงาน 9.9 งาน 10.10 และงานที่ใหญ่ที่สุดในปีๆหนึ่งก็คือ 11.11 และ 12.12 อย่างของ LAZADA เป็นต้น เหตุการณ์ในตอนก่อนหน้าก็คือทาง marketplace พวกนี้เค้าจะโปรโมทหนักมาก จนทำให้คนเข้าใจว่า จะมีการลดราคาครั้งยิ่งใหญ่จริงๆ และหยุดการซื้อสินค้า หยุดการจับจ่าย ตุนเงินไว้สำหรับช้อปตอน มีงานลดราคาสำคัญๆ ซึ่งร้านค้าอื่นๆ ที่ไม่ได้ ร่วมงานนี้ ก็เรียกได้ว่า เฉาตายกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว