แชร์ประสบการณ์ เรียนจบเอกไทยแล้วไปไหนต่อ จากรุ่นพี่เอกไทยคนหนึ่งที่เดินออกนอกสายมาไกลมาก

แชร์ประสบการณ์ เรียนจบเอกไทยแล้วไปไหนต่อ จากรุ่นพี่เอกไทยคนหนึ่งที่เดินออกนอกสายมาไกลมาก

Diary / แชร์ประสบการณ์ เรียนจบเอกไทยแล้วไปไหนต่อ จากรุ่นพี่เอกไทยคนหนึ่งที่เดินออกนอกสายมาไกลมาก

ส่วนตัวไม่ได้เขียนไดอารี่มานานมากแล้ว แต่ช่วงนี้บังเอิญเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดเทอมไม่นาน ได้เห็นน้องๆ ปีหนึ่งที่กำลังตื่นเต้นกับชีวิตมหาลัย ในขณะที่น้องๆ ปี 4 ก็ยังไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี แถมพักนี้ก็ไม่รู้ยังไง เป็นช่วงที่จะได้ยินได้ฟังแนวคิดเรื่องทำงานของคนรุ่นใหม่มาหลากหลายรูปแบบ ได้ยินคำว่า Passion บ่อยมากซะจนเริ่มหลอน เลยคิดว่าเอาเรื่องของตัวเองมาแชร์สักหน่อยดีกว่า เผื่อจะมีประโยชน์กับคนที่มาเจอไดอารี่นี้บ้าง : )

 

ปัจจุบันเราทำงานอยู่ที่ ShopBack ประเทศไทย หลายคนน่าจะเคยได้ยินชื่อเนอะ ShopBack เป็นเว็บไซต์ Cashback ชื่อดังจากสิงคโปร์ที่เพิ่งเปิดตัวในไทยมาประมาณ 1 ปีนิดๆ งานตำแหน่งที่เราทำอยู่ที่นี่ก็เป็นอะไรที่ Niche มาก แบบว่าพอบอกชื่อตำแหน่งไป คน 99% จะถามซ้ำว่าทำอะไรนะ และพอพยายามอธิบาย คนถามก็จะไม่เข้าใจอยู่ดี 555555 ส่วนคนที่ทำงานสายเดียวกันก็จะคิดว่าคนทำงานสายนี้จะต้องจบ IT มา หรือไม่ก็ Marketing 

 

เชื่อไหมว่าถามเพื่อนร่วมงานกี่คนไม่เคยมีใครทายถูกเลยว่าเราจบอะไรมา : )

 

เราเรียนจบมาพักใหญ่แล้ว ได้รับวุฒิศิลปศาสตร์บัณฑิต "เอกภาษาไทย" จากมหาวิทยาลัยรัฐแถวคลองหลวง รู้ไหมคะว่าคำถามที่เจอมาตั้งแต่วันที่สอบแอดมิชชั่น จนวันเรียนจบ ไปจนถึงวันสัมภาษณ์งาน คืออะไร? ไม่เชื่อหรอกว่าทายไม่ถูก

 

"ทำไมเรียนเอกไทย" 

"จบเอกไทยแล้วจะไปทำอะไร?"

"จบเอกไทยทำงานอะไรได้บ้าง?"

"เรียนเอกนี้จบแล้วจะตกงานจริงหรือเปล่า?" 

"ทำไมเรียนเอกนี้ล่ะ?"

"ทำไมไม่เรียนเอกอิ๊ง?"

คำถามจาก HR ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็น "ทำไมมาทำงานสายนี้ล่ะ แทบไม่เกี่ยวกับที่เรียนมาเลย"

 

ขอพูดถึงเรื่องที่ตัดสินใจเรียนเอกไทยก่อน

ตอนนั้นทุกคนในครอบครัว เพื่อน รุ่นพี่ ฯลฯ ต่างพากันห้ามเราไม่ให้เรียนเอกนี้ และจริงๆ แล้วในตอนที่ตัดสินใจแอดมิชชั่นเข้ามหาลัยแถวคลองหลวง เราเองเรียนอยู่คณะหนึ่งที่มหาลัยแถวสามย่านอยู่แล้ว (ซิ่วมานั่นเอง) เป็นคณะแบบว่าจบไปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องหางานทำเลย มีงานรออยู่แน่ๆ แต่ชีวิต ณ ตอนนั้นอยากทำงานแมกกาซีนหรือไม่ก็ทำงานกองบรรณาธิการในสำนักพิมพ์ดังๆ อยากทำงานขีดๆ เขียนๆ อยากอ่านหนังสือดีๆ และวิจารณ์หนังสือ แต่ก็ไม่อยากเรียนนิเทศหรือวารสาร 

 

หวยมาออกที่เอกไทยนี่แหละ

 

และใช่ค่ะ ทุกคนห้าม อย่าเรียนเลย อย่าคิดไปทำงานสายนั้นเลย แมกกาซีนกำลังจะตายนะ ฯลฯ 

 

พอขึ้นปี 2 เริ่มเห็นกับตาตัวเองว่าแมกกาซีนเริ่มตายอย่างที่ทุกคนพากันกรอกหูจริงๆ ทุกวันนี้คนทำงานสายนี้ก็ยังต้องปรับตัวกันหนักมาก นิตยสารหลายหัวที่เราอ่านมาตั้งแต่เด็กหายไปจากแผง บางรายก็ย้ายไปอยู่บนพื้นที่ออนไลน์แทน และในตอนนั้น เราเองได้รับงานเล็กๆ เป็นงานชั่วคราวจากนิตยสารหัวหนึ่งและได้คลุกคลีกับคนข้างในพอควรจนได้รู้ว่า คนสายนี้ค่าตอบแทนน้อยมาก (โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับกิเลสของเรา) เค้าทำงานกันด้วยใจ ด้วยความรัก นิตยสารบางหัวขาดทุนต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ยิ่งทำยิ่งเข้าเนื้อ แต่เจ้าของและคนทำงานข้างในก็ยังกัดฟันทน ช่วยกันผลักดันจนกว่าจะไปไม่ไหว และอย่างที่เราได้เห็นกันทุกวันนี้... นิตยสารจำนวนมากที่เราคุ้นเคยไม่สามารถไปต่อได้อีกแล้ว

 

ซิ่วมาอย่างหลั่นล้าอยู่ 2 ปี เราเพิ่งจะเริ่มเครียดเรื่องอนาคตเอาตอนนั้นเอง เริ่มถามตัวเองว่าชอบทำอะไร และทำอะไรได้ดีบ้าง เพราะตอนนี้มันไม่เกี่ยวกับว่าเราจะเรียนอะไรแล้ว เรื่องมันกลายเป็นว่า "ต่อให้ได้เรียนในสิ่งท่ีรัก เราก็คงไม่ได้ทำในสิ่งที่รักอยู่ดี" สังคมที่เปลี่ยนไป แนวโน้มธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นสิ่งที่เห็นได้อยู่ชัดๆ และแม้แต่คนรอบข้างและตัวเราเองก็ยังซื้อหนังสือและนิตยสารน้อยลง (หันไปอ่านอีบุ๊ค อ่านการ์ตูนออนไลน์กันมากขึ้น) ทำให้เราเริ่มมองความจริงมากขึ้น คำถามที่เคยถามตัวเองว่า "ฉันอยากทำอะไร" เริ่มกลายเป็น "ฉันควรทำอะไร" แทน

 

 

เราเคว้งคว้างไปพักหนึ่งเลย แต่การพาตัวเองออกมาจากความคิดเก่าๆ มันดีต่อเรามากเหมือนกัน เพราะมันทำให้เรารู้ว่า ความรักความชอบของคนมันไหลไปได้เรื่อยๆ เปลี่ยนไปได้เสมอ การที่เราบอกตัวเองว่าเราชอบสิ่งนี้ เราจะต้องทำสิ่งนี้เท่านั้น ในมุมหนึ่งก็เป็นการปิดโอกาสที่จะได้ Explore ความสนุกใหม่ๆ ในชีวิตเหมือนกัน

 

 

แล้วจบเอกไทยทำงานอะไรได้บ้าง?

จริงๆ คำถามนี้มีปัญหา 

 

เพราะการทำงาน (และหางานทำ) ในสายที่ไม่ใช่วิชาชีพเฉพาะ ไม่มีใครสนใจจริงๆ หรอกว่าคุณจบอะไรมา เขาสนใจ Skill ที่คุณมีต่างหากล่ะ

 

ถ้าคุณจบนิติศาสตร์มา แต่ใช้ Photoshop และ Illustrator ได้ระดับเทพ บ.ไหนๆ ก็อยากรับคุณเข้าทำงานในตำแหน่ง Graphic Designer ทั้งนั้นแหละ

ในทางกลับกัน ถ้าคุณจบศิลปกรรมศาสตร์เอกคอมพิวเตอร์กราฟฟิก แต่ผลงานแย่ ทักษะแย่ Portfolio แย่ บริษัทไหนๆ ก็ไม่อยากจ้าง

 

จบเอกไทยจะตกงานจริงเหรอ? จบเอกไทยจะหางานยากหรือเปล่า? คำตอบของคำถามนี้ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลจริงๆ ต้องถามตัวเองว่าเราทำอะไรได้บ้าง และความสามารถที่เรามีอยู่จะพาเราไปทางไหนได้บ้าง คำแนะนำที่เราพอจะมีให้ได้ก็คือ ในวัยที่เรียนอยู่ในรั้วมหาลัยเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเพิ่มพูนทักษะต่างๆ ของตัวเอง ลองไปทำอะไรที่ไม่เคยทำบ้าง งานกราฟิก ตัดต่อวิดีโอ แต่งเพลง เขียนโค้ด ทำ vlog รีวิวเครื่องสำอาง ฯลฯ อะไรต่างๆ ที่คุณไม่เคยคิดว่ามันจะมีประโยชน์นั่นแหละ วันหนึ่งมันอาจกลายเป็นพาร์ทสำคัญในความก้าวหน้าในอาชีพของคุณ

 

**อย่าลืมฝึกใช้ excel ให้คล่อง เราขอยืนยันกับคุณว่ามันจำเป็นจริงๆ ไม่ต้องถึงกับ Pivot, Vlookup เป็นก็ได้ เอาพวกสูตรและฟังก์ชั่นเบสิคๆ ให้รอดก็ยังดี

 

ถ้าจะจบมาทำงานไม่ตรงสาย แล้วจะเรียนเอกไทยไปทำไม?

คำถามเหมือนกวน แต่เราก็เคยถามตัวเองแบบนี้นะ5555

 

ในบรรดาเพื่อนๆ ที่เรียนเอกไทยและจบในปีเดียวกัน คนที่ทำงานตรงสายที่สุดก็คือ คนที่เป็น Content Writer คนที่ทำงานเขียนงานแปล หรือไม่ก็เรียนต่อปริญญาโทเพื่อเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยในระดับมหาวิทยาลัย แล้วนอกนั้นเค้าไปทำอะไรกัน..?

 

ทำงานด้านการตลาดบ้าง

เป็นไกด์ เป็นมัคคุเทศก์บ้าง

ไปเป็นแอร์โฮสเตสบ้าง

ขายของออนไลน์บ้าง

ฯลฯ 

สรุปไปกันทุกที่ทุกทาง แล้วแต่ Skill ที่มี

 

สิ่งที่เรียนมาได้ใช้ในชีวิตการทำงานมั้ย บอกเลยว่าได้ใช้แน่นอน การจบเอกไทยมาได้อย่างน้อยสกิลนึงที่มีแน่ๆ คือการพูดอ่านเขียนรู้เรื่อง สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ในชีวิตทุกคนต้องเคยเจอคนไทยที่เขียนภาษาไทยไม่รู้เรื่อง) ซึ่งสิ่งที่เราได้มา มันมีประโยชน์มากไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม

 

ทุกวันนี้ เราก็ยังคงทำสิ่งที่ชอบอยู่ อย่างเช่นการเขียนรีวิวทริปต่างๆ ที่ไปเที่ยวมา ยังคงชอบหา ส่วนลด agoda ไว้จองโรงแรมเวลาไปเที่ยวแล้วก็กลับมาเขียนรีวิวโรงแรม ชอบหา ส่วนลด Meb ไว้ซื้อ E-book แล้วก็รีวิวหนังสือที่อ่านบน facebook ตัวเองบ้าง เอาไปบ่นๆ บน Storylog บ้าง คืออะไรที่ชอบมาแต่เดิมก็ยังทำเป็นงานอดิเรก และก็เอาบางอย่างมาปรับใช้ในงานประจำที่ทำอยู่ คือการไม่ได้ทำงานตรงสาย ท้ายที่สุดก็ไม่ได้คับข้องใจอะไร รู้สึกสนุกด้วยซ้ำที่ได้ expand สิ่งที่เราทำได้ออกไปกว้างกว่าเดิม

 

แล้ว ShopBack ทำอะไร? ทำงานกับช้อปแบ็คเป็นยังไงบ้าง?

ShopBack เป็นเว็บไซต์ Cashback ที่ให้เงินคืนทุกๆ การช้อปบนร้านค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่น ShopBack

 

 

แล้วเค้าเอาเงินที่ไหนมาคืน? ตอนมาสมัครงานเราก็เคยสงสัยเหมือนกัน555555

 

พูดง่ายๆ คือเค้าเป็นตัวกลางระหว่างลูกค้ากับร้านค้า ถ้าลูกค้าเข้าไปซื้อของในร้านค้าออนไลน์ต่างๆ เช่น lazada shopee konvy agoda expedia ฯลฯ ShopBack ก็จะได้รับค่าคอมมิชชั่นจากร้านค้า แล้วช้อปแบ็คก็เอาค่าคอมมิชชั่นส่วนใหญ่แบ่งให้ลูกค้าไป เรียกว่า Cashback หรือ เงินคืน (เช่น ได้ค่าคอมมา 10 บาท ก็เอาให้ลูกค้าไป 8 บาท ตัวเองเก็บไว้ 2 บาท ไรงี้) 

 

จริงๆ เราเองรู้จักเว็บไซต์นี้ครั้งแรกตอนเสิร์ชหา ส่วนลด Lazada เข้าไปอ่านวิธีใช้งานก็งงๆ นิดนึงว่าจะได้เงินคืนจริงหรอ สรุปว่าก็ได้คืนมาจริงๆ และตั้งแต่นั้นมาจะเรียก Grab ก็เรียกผ่าน ShopBack จะหาส่วนลด Shopee ก็ต้องเข้ามาดู ShopBack คือของพวกนี้พอใช้ไปสักพักแล้วมันกลายเป็นนิสัยไปเลย จะซื้อของอะไรก็ตามต้องเช็คก่อนว่ามีบนช้อปแบ็คมั้ย จนตอนนี้ได้เงินคืนมาหลายพันแล้ว

 

ข้างบนนั่นคือประสบการณ์ที่มีต่อ ShopBack ในฐานะ User ส่วนในฐานะพนักงาน เราชอบ Culture ที่นี่มากกกก จริงๆ อายุเฉลี่ยของพนักงานบริษัทนี้ค่อนข้างน้อย (ซึ่งนั่นก็ทำให้คุยกันง่าย และเปิดใจกันมาก) บรรยากาศก็จะเหมือนเพื่อนๆ กัน ไม่มี Hierarchy เยอะ ไม่มีการเมืองดราม่าต่างๆ และทุกคนทุ่มเทกับงานมาก ที่นี่เป็น Positive Workplace บรรยากาศที่ออฟฟิศเหมือนไปบ้านเพื่อน (ที่มีของกิน ขนม อะไรต่างๆ เยอะมากกกก) พอคนข้างในไม่ต้องเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ Productivity มันก็ดีตาม 

 

เอาจริงๆ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มา Join กับ Startup แต่เราว่าที่นี่เจ๋ง สำหรับรุ่นน้องเอกไทยคนไหนที่สนใจมาเป็น intern ก็ลองเข้ามาถามไถ่กับเค้าได้นะ อย่างน้อยก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการมองหาความชอบและความถนัดของตัวเองก่อนเรียนจบ หวังว่าบล็อกนี้จะเป็นประโยชน์กับชาวเอกไทยทั้งหลายจ้า : )